ชีพจรแห่งโยคะ..ให้โยคะนำทางเราไป

ชีพจรแห่งโยคะ..ให้โยคะนำทางเราไป

ระหว่างกายกับใจ มีสิ่งหนึ่งที่ดำรงอยู่อย่างแน่แท้  บางครั้งคนเราตระหนักรู้ บางครั้งหลงลืม แต่ไม่เคยมีสักครั้งหรือสักเวลาที่เมื่อหนึ่งเมื่อใดเราบอกกับตัวเองว่ายังมีชีวิต แล้วเราจะสามารถอยู่ได้โดยปราศจากสิ่งนั้น…นั่นคือ ‘ลมหายใจ’

เมื่อเรายกมือขึ้นทาบอกด้านซ้ายอันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจหรือเพียงยกนิ้วขึ้นทาบจมูก เราย่อมสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจ หรือการเคลื่อนที่ของลมหายใจเข้าลมหายใจออก อันเป็นเครื่องหมายของการมีชีวิต จากการทำงานที่สอดประสานระหว่างกายกับใจผ่านการมีลมหายใจ  (หากเรามองในแง่นี้วใจก็อาจคือการสั่งการของสมองหรือการทำงานของระบบประสาทที่อยู่ภายในกาย) นอกจากนี้สิ่งหนึ่งอันอาจให้ความหมายถึงการชีวิตของคนเราได้ดี ก็คือ “ชีพจร” ที่เต้นขึ้นเต้นลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจและการสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งบ่งบอกว่าเรายังคง ‘มีชีวิต’

เมื่อรวมสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน กาย…ใจ…ลมหายใจ หน่วยหนึ่งของชีวิตแต่ละคนก็พร้อมจะเริ่มต้นการเรียนรู้ ต่อสู้ค้นหา อยู่กับโลกและร่วมกันสร้างสรรค์ความเป็นไปต่างๆ บนโลกขึ้นมาจากการผนวกรวมของหลายชีวิตในสังคม

กายไม่อาจจะดีได้โดยปราศจากใจที่ดี เช่นเดียวกันใจที่ไม่ดีก็ไม่อาจจะดูแลรักษาลมหายใจให้ถึงพร้อมด้วยสุขภาพและความสงบ มั่นคง กลับไปหล่อเลี้ยงกายและชีวิตทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ได้ สามสิ่งนี้สอดประสานและทำงานในระหว่างการมีชีวิตอยู่ของคนเราทุกคน

‘โยคะ’ เป็นศาสตร์เก่าแก่ที่มีอายุเนิ่นนานนับย้อนไปได้หลายพันปี ถือกำเนิดในแถบเทือกเขาหิมาลัยรอยต่อระหว่างประเทศอินเดียและทิเบต จนถึงเวลานี้โยคะเองก็ยังคงดำเนินไปเช่นเดียวกับสรรพสิ่งที่มีชีวิต คงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานได้ก็ต่อเมื่อมีการทำงานสืบสานและการเคลื่อนไหวขึ้นลงของกิจกรรมต่างๆ มีลมหายใจ และลมหายใจหรือชีพจรของโยคะก็ยังคงทำงานเต้นสอดประสานไปในกาลเวลาปัจจุบัน